Phenomenon-based Learning เรียนแบบฟินแลนด์ เด็กต้องรู้อะไร? ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

by Classcandy on 02/11/2020 11:35:13

Tag : contends
 

“เราไม่ควรเรียนแบบเดิม เพราะการเรียนแบบเดิมเด็กจะออกมาเป็นคนแบบรุ่นเรา ซึ่งเขาไม่ควรเหมือนเรา

โลกในอนาคตของพวกเขามันจะไม่เป็นแบบนี้แล้ว”

    นี่คือคําพูดของ “คุณเกตุ” ผู้ก่อตั้งโรงเรียน Arkki (อาร์คกิ) สถาบันที่นําเอาหลักสูตรการศึกษาเชิงสร้างสรรค์

จากกระทรวงศึกษาของประเทศฟินแลนด์มาใช้ในไทย ด้วยความเชื่อว่าห้องเรียนในโลกอนาคต ต้องใช้การเรียนการสอน

แบบ 'Phenomenal-based Learning  หลายคนคงเคยได้ยินว่าฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก

และเฝ้าฝันว่าการศึกษาไทยจะเป็นแบบนั้นเข้าสักวัน แต่เอาเข้าจริงห้องเรียนแบบฟินแลนด์เป็นแบบไหน และเด็กๆ

พวกเขาเรียนอะไรกันบ้าง? เราก็ยังสงสัยอยู่ไม่น้อย

 

     วันนี้ ClassCandy เลยมาพูดคุยกับ คุณเกด” เพื่อทําเรียนรู้และความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น ก่อนได้นั่งพูดคุยเป็นกิจลักษณะ

เรามีโอกาสเดินผ่านห้องเรียน “Arkki และพบว่าที่นี่มีบรรยากาศแตกต่างออกไป แทนที่จะบอกให้นักเรียน “อ่านตามครู”

ผู้สอนกลับตั้งโจทย์ว่า “วันนี้อยากทําอันนี้ อยากแก้ปัญหาเรื่องนี้" เราจึงได้เห็นภาพกลุ่มเด็กๆ ที่ง่วนอยู่กับการออกแบบ

ผังเมืองใหม่ สร้างอุปกรณ์ช่วยกําจัดพลาสติกใต้ทะเล หรือหยิบเศษพลาสติกมาเนรมิตเป็นเสื้อผ้าแสนสวยอย่างตั้งอกตั้งใจ

ราวกับคุณครูได้มอบหมายภารกิจกู้โลกให้พวกเขา สิ่งนี้ทําให้เราสนใจการเรียนการสอนแบบ Phenomenal-based Learning มากขึ้นไปอีก

 

 

 

-ฟินโนมินอล-

 

คุณเกดเล่าย้อนไปว่า เมื่อปี 2016 ฟินแลนด์มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งประเทศ ช่วงก่อนหน้านั้นคนเกิดคําถามว่าเรา

ควรเรียนอะไรดี? ให้เหมาะสมกับโลกอนาคต หรือโลกในยุคทศวรรษที่ 21 ที่มนุษย์อาจไม่ได้ทํางานเหมือนเดิมอีกต่อไป

เพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ ดังนั้น จากเดิมที่เคยเรียนจบไปเป็น Job Seeker เราควรเปลี่ยนเป็น Job Creator แทน

 

“ถ้าคุณอยากมีทักษะแห่งอนาคต คุณต้อง 'Connect the dot เชื่อมต่อทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน แล้วสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา

ซึ่งมันต้องใช้ทั้งสมองซีกซ้ายและขวา” เธอกล่าว

 

  คุณเกดเสริมว่า การศึกษาไทยในอดีต ภาพจําที่คุ้นเคยคือการสอนแบบเลกเชอร์ มีครูถามนักเรียนตอบ ถ้าตอบถูกหมด

ก็แสดงว่าจําได้ เรียนดี แต่ต่อมาเราจึงได้รู้จักกับการสอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ “Project-based learning'

และ 'STEM (Science Technology Engineering and Mathematics Education) แนวทางการจัดการศึกษา

ที่ทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม 

และคณิตศาสตร์ ไปใช้เชื่อมโยงหรือแก้ปัญหาในชีวิตจริง เป็นการใช้ "สมองซีกซ้าย” เป็นส่วนใหญ่

          ซึ่งการเรียนการสอนแบบฟินแลนด์ไม่ใช่แบบนั้น แต่เป็นการเรียนแบบ Phenomenal-based Learning ที่ช่วยสร้าง

ทักษะแห่งอนาคต และเชื่อมโยงทุกศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างแท้จริง นําไปสู่การคิดค้นและสร้างอะไรใหม่ๆ ต่างจาก

Project base learning และ STEM

 

          “การเรียนแบบ STEM ครูอาจจะโยนโจทย์ให้นักเรียนไปศึกษาเครื่องกรองน้ํา จากนั้นเด็กก็จะหยิบเครื่องกรองน้ํา

มาศึกษา ค่อยๆ เรียนรู้ว่า ส่วนนี้เป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนนี้เทคโนโลยี ส่วนนี้วิศวกรรม ส่วนนั้นคณิตศาสตร์ หรือศิลปะ

เขาจะถอดรหัสสิ่งที่ซ่อนอยู่เพื่อสร้างเครื่องกรองน้ํา แต่ฟินแลนด์เรียกสิ่งนี้ว่า Copy & Paste เพราะมันไม่ถูกต่อยอด ไม่ได้คิดอะไรใหม่”

 

          “การเรียนแบบฟินแลนด์มันต้องลงไปศึกษาว่า ผู้ใช้งานคือใคร? มีปัญหาอะไร? ให้เด็กลงพื้นที่ไปถามเลย คนแรกอาจจะบอกว่า

เครื่องกรองน้ําไม่สะอาด อีกคนบอกว่ากินไฟ บางคนบอกดีไซน์ไม่สวย หรือขนาดใหญ่เกินไป ที่บ้านมีที่วางไม่พอ โอเค

เขาก็รับฟังปัญหาแล้วนํามาออกแบบใหม่ เชื่อไหมว่าเด็กสิบคนพรีเซนต์ไม่เหมือนกันเลย” เธอตบท้ายด้วยน้ําเสียงตื่นเต้น

 

 

-เติบโตอย่างสร้างสรรค์-

 

          “Phenomenal-based Learning ต่างจากการเรียนปกติ ปกติเด็กฉลาดเท่ากันจะถูกจับมาอยู่ห้องเดียวกัน

ถ้าเกิดมีเด็กช้าปับ เขาจะตามไม่ทัน

แต่ในห้องเรียนที่ฟินแลนด์ มีทั้งเด็กพิการทางสติปัญญา หรือ 6 ขวบ กับ 10 ขวบก็เรียนด้วยกันได้” คุณเกดชี้ให้เห็นความแตกต่าง

 

          ถ้าหากพูดถึงการเรียนการสอนในโรงเรียน Arkki เธอเล่าว่า ที่นี่มุ่งเน้นการสอนให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาทักษะ

สําหรับศตวรรษที่ 21 หรือ 6Cs ซึ่งประกอบไปด้วย ทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน (Complex problem solving),

ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creativity), ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking), ทักษะการทํางานเป็นทีม

(Collaboration), ทักษะการสื่อสาร (Communication) และทักษะการคิดเชิงคอมพิวเตอร์ (Computational Thinking)

 

          เราถามต่อว่า 6Cs ที่ว่านี้ ถ้าให้สรุปแบบกระชับและเห็นภาพ หัวใจหลักของมันที่นํามาปรับใช้กับ Arkki คืออะไร? เธอตอบทันที่ว่า

         “หัวใจหลักของ 'Arkki คือ Creativity และ Problem Solving Skill ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นหัวใจสําคัญของ

การเรียนรู้แบบ “Phenomenal-based Learning" เช่นกัน

 

          “Creativity ที่เราเข้าใจไม่ได้หมายถึงการให้เด็กมาทํางานศิลปะ หรือทําชิ้นงานสวยงาม แต่จริงๆ แล้ว มาจาก

'Create หรือคําว่าสร้าง ซึ่งการสร้างนี้ ต้องเชื่อมต่อทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน และเป็นการสร้างเพื่อแก้ปัญหา

คนไทยเข้าใจผิดเพราะที่ผ่านมาในอดีตเราไปลิงก์มันกับศิลปะ ทั้งที่ศิลปะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง”

 

          นอกจากนี้ ที่ Arkk ยังส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออกในแบบของตัวเอง ถ้าคุณเข้าไปในคลาสห้องหนึ่งที่มีเด็ก 10 คน

อาจจะเจอกับชิ้นงานที่ไม่เหมือนกันเลย 10 ชิ้น และนั่นก็ไม่มีคําว่าผิด ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตของโจทย์และสามารถแก้ปัญหาได้

          “คลาสเรียนของเราเป็นการคิดเชิงสร้างสรรค์ เราจะมีคําห้ามพูด 5 คําคือ ห้าม หยุด อย่า ไม่ ต้อง เพราะชุดคําเหล่านี้

จะทําให้ Creativity หายไป” คุณเกดกล่าว

 

          นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทําไมเด็กที่เข้ามาเรียนหลักสูตรนี้ ถึงเรียนด้วยความสนุกสนานและได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์จาก

การลองคิดลองทําโดยตัวเขาเอง ซึ่งนําไปสู่ความสามารถในด้าน Creativity ที่จะติดตัวเด็กไปได้ตลอด อีกทั้ง ที่นี่ยังให้

ความสําคัญกับเรื่อง Problem Solving Skil หรือทักษะการแก้ปัญหา ที่ไม่ได้จํากัดแค่เรื่องความรู้เท่านั้น

 

 

 

-เด็กไม่ควรได้ Knowledge แต่เด็กควรได้ skill-

 

          เพราะความรู้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสําหรับโลกอนาคต

         แน่นอนว่าความรู้เป็นเรื่องพื้นฐานที่เด็กทุกคนจําเป็นต้องรู้เอาไว้ เช่น คณิตศาสตร์ เด็กทุกคนต้องคิดเลขเป็น

เพราะการคิดเลขก็เป็นการสอนให้เด็กรู้จักการวิเคราะห์แบบมีเหตุและผล แต่เราไม่ต้องคิดเลขเก่งถึงขนาดไปแข่งกับหุ่นยนต์

 

          “เหมือนกับที่เราบอกว่า เด็กยุคนี้ต้องควรรู้เรื่อง 'Coding แต่เขาไม่จําเป็นต้องเรียนให้รู้ครบทุกอย่าง

เพราะตอนนี้มี AI ที่เขียน Coding ได้แล้ว นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาต้องทิ้งการเรียน Coding นะ

แค่ต้องเข้าใจว่า เขาเรียนเพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการคิดอย่างเป็นระบบ

 

          “ถามว่า Akkri สอน Coding ไหม เราสอน แต่ไม่ได้สอนเหมือนโรงเรียนอื่น ของเราเป็น Creative Coding

ไม่ใช่แค่สอนให้หุ่นยนต์เดินซ้าย ขวา กระโดด เราต้องคิดว่าหุ่นยนต์ตัวนี้ ถ้าจะต้องแก้ปัญหาบางอย่าง

จะต้องเขียน Code อย่างไร และออกแบบหุ่นยนต์หน้าตาอย่างไรดี เพราะเราคือโรงเรียนสอนออกแบบ และสร้างสรรค์”

 

          คุณเกดได้ยกตัวอย่างคลาสหนึ่งที่น่าสนใจ โดยครูได้ให้โจทย์เรื่อง Energy Saving หรือให้ทําอะไรก็ได้

ที่ช่วยให้โรงเรียนประหยัดพลังงานขั้นต่ํา 50% สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กเริ่มจากการไปวัดมิเตอร์ ซึ่งก็ได้เรียนรู้

วิชาคณิตศาสตร์ไปในตัว ต่อจากนั้น เด็กก็ต้องไปเรียนรู้เองว่า อะไรบ้างที่เป็นพลังงาน ทําให้เด็กเข้าใจเรื่อง

วิทยาศาสตร์มากขึ้น และที่สําคัญคือเด็กฟินแลนด์ทําโครงการนี้ได้สําเร็จจริงๆ พวกเขาก็เกิดความภาคภูมิใจ

และได้แรงบันดาลใจต่อไปว่าเราจะไปทําอะไรให้โรงเรียนดีขึ้นต่อไป

 

 

-สิ่งที่ฟินแลนด์ไม่ได้สอน-

 

          หากถามต่อว่า การเรียนแบบฟินแลนด์ส่งเสริมให้เด็กโตขึ้นเป็นอะไร หรือประกอบอาชีพอะไรในอนาคต

เราอาจไม่ได้คําตอบที่แน่ชัด แต่หากถามว่าเด็กจะได้อะไรจากการเรียนหลักสูตร Phenomenal-based Learning

สิ่งนั้นคือ “ความสุขและความภาคภูมิใจ

 

          “ขั้นแรกเราออกแบบหลักสูตรที่ทําให้เด็กออกมามีความสุขและความภูมิใจ สองคือมี SelfEsteem และ Growth mindset”

          คุณเกดเล่าต่อว่า ในคลาสเรียน Arkki มีหลายอย่างให้เรียนรู้ เช่น 3D Product Design, Interior Design

หรือแม้แต่เรื่อง Fashion Design ก็มีให้เด็กเรียนรู้และลองทํา แต่สมมุติถ้าให้ลูกเราเข้าเรียนคลาส

Fashion Design อาจไม่ได้หมายความว่าเรากําลังผลักดันให้เขาเป็น Fashion Designer ในอนาคต

 

          “ไม่ใช่ว่าเราให้โจทย์การดีไซน์ เพื่อจะให้เขาเติบโตไปเป็นดีไซเนอร์ แต่มันเป็นการเชื่อมโยง

ให้เด็กรู้สึกสนุก ได้ Self-esteem ได้แรงบันดาลใจกลับบ้าน”

          เมื่อเด็กได้เรียนรู้ผ่าน Phenomenal-based Learning ที่เชื่อมโยงความรู้ทุกแขนงกับเรื่องรอบตัว

จนสามารถคิดแก้ปัญหา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้เอง ปัญหาเรื่องความสําเร็จ หรือโตไปเป็นอะไรดี

คงไม่ใช่ประเด็นใหญ่อีกต่อไป “ถ้าเขาอยากเป็นดีไซเนอร์ เดี๋ยวเขาก็เป็นเอง เราไม่ต้องสอนให้เขาเป็น”

เธอทิ้งท้าย เพราะเด็กเหล่านี้จะสามารถสร้างความสําเร็จและตัวตนที่เขาอยากเป็นได้ด้วยตัวของเขาเอง

และไม่มีอะไรที่เด็กเหล่านี้จะต้องกลัวอีกต่อไป แม้ว่าต่อจากนี้ โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่วันนี้เขาได้

ทักษะโลกในอนาคตไปแล้วเรียบร้อย และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่พวกเขาสร้างจะสามารถพัฒนาโลกของเราให้ดียิ่งขึ้น

 

 

 

หากสนใจอยากเรียนรู้ทักษะอนาคตไปกับ Arkki สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.arkki.co.th/

โทร: +66 92 414 1254

หรือ Facebook Fanpage arkkithailand

 

ขอขอบคุณรูปภาพจาก: เกลียวยศ ศรีมา

 

 

Recommend for you :

เพลงเด็กไทย

by ClassCandy on 14/06/2019 09:33:13

ร้านเด็ด ข้าวชาววัง

by ClassCandy on 11/04/2019 11:25:01

อิคิไก (IKIGAI)

by ClassCandy on 26/09/2018 13:16:33

Chefu Town

by ClassCandy on 08/09/2018 14:47:37

YouTube kids คืออะไร

by ClassCandy on 08/09/2018 14:44:43